การจัดการองค์ความรู้ คณะเกษตรศาสตร์ มช.

การบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตนเอง

พิมพ์ PDF

การบำรุงรักษารถด้วยตนเอง

1.น้ำหล่อเย็น ควรตรวจเช็คระดับน้ำหล่อเย็นให้อยู่ในระดับ Fullอยู่เสมอโดยตรวจเช็คในขณะที่ดับเครื่อง และเครื่องเย็น ถ้าระดับน้ำลดลงเป็นปริมาณมากก็อาจจะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาหาสาเหตุหรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คสาเหตุ(อย่าลืมเติมน้ำก่อนนำรถไป)
2.ระดับน้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่องเช็คระดับน้ำมันเครื่องโดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง

     -เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3นาทีเพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน

     -ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็คน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า

     -เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม

     -ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมัน เครื่องอยู่ระหว่าง " F " กับ " L " แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติข้อควรระวัง
   -หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไปเพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
   - ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติมน้ำมันเครื่องลงไป

 3.ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ควรตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ให้อยู่ในตำแหน่ง UPPER/LEVELและไม่ควรเติมเกินกว่าระดับ UPPER/LEVEL เพราะถ้าเติมมากเกินไป น้ำยาอิเลคโทรไลท์ซึ่งเป็นสารละลายกรดซัลฟูริคจะเจือจางทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงนอกจากนี้น้ำยาอิเลคโทรไลท์อาจจะกระเด็นออกทางรูระบายไอและไปกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆในห้องเครื่องยนต์ได้
ข้อควรระวัง -ปิดฝาเติมน้ำกลั่นให้แน่น
                  -ขั้วแบตเตอรี่ที่ขั้วบวกและลบขันแน่น
                 - แบตเตอรี่ยึดแน่นกับฐานที่ตั้ง

  4.ระดับน้ำมันเบรก ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันเบรกมีคำว่า MAX และ MINระดับน้ำมันเบรกควรอยู่ที่ระดับ MAX อยู่เสมอ สาเหตุที่เป็นไปได ้ที่มีผลทำให้ปริมาณน้ำมันเบรกในกระปุกน้ำมันเบรกลดลงต่ำลงมี2ข้อคือ
           -มีการรั่วของน้ำมันเบรกออกจากระบบเบรก
           -การสึกหรอของผ้าเบรกซึ่งระดับน้ำมันเบรกจะลดลงน้อยและช้ามากในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเบรกถ้าพบว่าระดับน้ำมันเบรกในกระปุกน้ำมันเบรกลดลงต่ำลงรวดเร็วควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คสาเหต

 5.ระดับน้ำมันคลัทช์ ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันคลัทช์ จะมีคำว่า MAX กับ MIN ระดับน้ำมันคลัชท์ควรอยู่ที่ระดับ MAX เสมอ ถ้าพบว่าระดับน้ำมันคลัทช์ในกระปุกลดลงต่ำลงควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คหาสาเหตุ

   6. ระดับน้ำมันเกียร์ AUTO ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ AUTO ออกเช็คน้ำมันเกียร์ที่ติดก้านวัดด้วยผ้า แล้วเสียบก้านวัดน้ำมันเกียร์คืนกลับจุดเดิม ดึงก้านวัดออกมา อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจระดับน้ำมันเกียร์ที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเกียร์อยู่ที่ขีด F พอดีแสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ปกติ
   7.ตรวจเช็คระดับน้ำมัน POWER ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการหมุนฝาปิดกระปุก น้ำมัน POWER จะติดอยู่กับฝากระปุกน้ำมัน POWER ที่ก้านวัดจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้านถ้าวัดตอนที่เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ให้ดูด้าน COLD ถ้าวัดตอนเครื่องร้อนให้ดูด้าน HOT ถ้าเป็นรุ่นใหม่ให้ดูที่กระปุกน้ำมัน POWERจะเป็นพลาสติกใส ที่กระปุกจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน และมีขีดระดับ MAX กับ MIN อยู่ด้วยระดับน้ำมัน POWER ควรอยู่ระดับ MAX เสมอ ถ้าดูตอนเครื่องยนต์ เย็นให้ดูด้าน COLD และถ้าดูตอนเครื่องยนต์ร้อนให้ดูด้าน HOT
    8. ตรวจเช็คสภาพของสายพาน โดยวิธีการมองดูที่สายพาน ถ้าพบรอยแตกเกิดขึ้นควรทำการเปลี่ยน แต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะใช้รถได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ก็ควรตรวจดูความตึงของสายพานด้วย โดยการใช้นิ้วกดลงบนสายพานตรงกลางระหว่างมู่เล่สองข้างถ้าสามารถกดลงได้เล็กน้อยประมาณ10มม.ก็น่าจะพอใช้ได้ (ถ้าไม่แน่ใจควรให้ช่างตรวจสอบเพราะการตรวจด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ตรวจต้องมีความชำนาญพอสมควร 9. ตรวจเช็คสภาพภายในห้องเครื่อง โดยวิธีการมองดูรอบๆภายในห้องเครื่อง ให้สังเกตดูว่า มีอะไร ผิดปกติหรือไม่ เช่น ท่อยางหม้อน้ำมีคราบน้ำซึมหรือไม่ สายไฟภายในห้องเครื่องเรียบร้อยดีหรือไม่ มีหนูขึ้นมากัดหรือไม่ มีคราบน้ำมันเครื่องรั่วซึมหรือไม่ เป็นต้น

     10. ตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่าง และไฟสัญญาณต่างๆ เปิดไฟทั้งหมดดูว่าทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนไม่ติดหรือไม่ ถ้าพบว่ามีไฟหลอดไหนไม่ติดควรเปลี่ยนให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็ค

     11. ตรวจเช็คที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝนเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ก็อาจมีการเสื่อมสภาพซึ่งเนื่องมาจากสาเหตุเหล่านี้
  - ผิวสัมผัสส่วนปลายมีการสึกหรอ จากการทำงานปกติของใบปัด
 - มีสิ่งสกปรก และหินทรายละเอียดอยู่ระหว่างยางใบปัดกับกระจกทำให้ยางปัดน้ำฝนสึกหรอ
- เมื่อใบปัดน้ำฝนผ่านการใช้งานนานๆ ยางใบปัดน้ำฝนจะแข็งตัว การยืดหยุ่นจะลดลงและความ บกพร่องในการปัดจะเกิดขึ้น เนื่องจากหน้าสัมผัสระหว่างยางใบปัดกับกระจกไม่ดี รวมทั้งอาจเกิดจากใบปัดน้ำฝนเกิดอาการสั่นเต้น หรืออาการอื่นๆถ้าพบอาการเหล่านี้ควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนใหม่

       12. ตรวจเช็คยาง ควรเช็คแรงดันลมยางอยู่เสมอๆ โดยใช้ความดันลมยางตามที่ผู้ผลิตกำหนด และควรเช็คขณะที่รถยังไม่ได้ใช้งาน( ยางยังไม่ร้อน ) ถ้าลมยางอ่อนผิดปกติควรนำไปตรวจสอบว่า มีตะปูตำหรือไม่ ดูสภาพยางด้วยตาดูที่ผิวยางมีรอยแตกเล็กๆ หรือไม่ ดูการสึกหรอของดอกยาง กล่าวคือ ดอกยางสึกมากไปหรือยัง หรือมีการสึกหรอผิดปกติ เช่น ลึกเฉพาะตรงกลางหน้ายาง (เติมลมมากเกินไป)สึกเฉพาะขอบยางทั้ง 2 ข้าง(ลมยางอ่อนเกินไป) หรือสึกด้านใดด้านหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งกรณีเหล่านี้ควรปรึกษา ช่าง เพราะควรจะมีการตรวจเช็คช่วงล่าง และศูนย์ล้อ เอาเล็บมือกดดูที่เนื้อยางว่า นิ่ม หรือ แข็ง ถ้ายาง หมดสภาพ เนื้อยางจะกดไม่ลงจะแข็งมาก

    คำแนะนำในส่วนนี้ใช้เฉพาะในการบำรุงรักษารถ เฉพาะส่วนที่บำรุงรักษาง่าย ๆ การทำงานใด ๆเกี่ยวกับรถยนต์ของท่านควรจะใช้ความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตามคำแนะนำ หรือคำเตือนดังต่อไปนี้
คำเตือน :
      -ขณะเครื่องยนต์กำลังทำงาน ระวังอย่าให้มือ , เสื้อผ้า และเครื่องมือต่างๆเข้าใกล้ใบพัด และสายพานขับเครื่องยนต์ ( ควรถอดแหวน , นาฬิกา และเน็คไท ออกก่อนทำการตรวจซ่อม )
     -หลังจากใช้รถให้ระวังอย่าสัมผัสกับเครื่องยนต์ , หม้อน้ำ และท่อไอเสีย เนื่องจากความร้อนของสิ่งเหล่านี้
     -อย่าสูบบุหรี่ใกล้น้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องจากไอน้ำมันเชื้อเพลิงจะไวไฟมาก
      -ให้ระมัดระวังอันตรายจากน้ำกรด และไอน้ำกรดจากแบตเตอรี่ เมื่อทำงานอยู่กับแบตเตอรี่
      -อย่าเข้าใต้ท้องรถโดยมีเพียงแม่แรงรองรับเท่านั้นควรใช้ขาตั้งรองรับเสียก่อน
      -ใช้อุปกรณ์ป้องกันตาขณะทำงานในที่ที่อาจมีของตกมีการพ่นหรือละอองของเหลวกระเด็นออกมาไม่ว่าจะอยู่บนหรือใต้รถก็ตาม
     -ควรระมัดระวังเมื่อมีการเติมน้ำมันเบรก เนื่องจากน้ำมันเบรกเป็นอันตรายต่อตาของท่านและทำลายสีรถได้ ถ้าน้ำมันเบรกกระเด็นเข้าตาหรือโดนสีรถให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดโดยทันที

 ข้อควรระวัง :

    -จำไว้ว่าสายจากแบตเตอรี่และสายไฟจุดระเบิด มีกระแสหรือแรงดันไฟสูงมากจะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดการลัดวงจร
   -ก่อนปิดกระโปรงหน้าตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ลืมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆไว้
   -ถ้าท่านทำน้ำมันต่างๆ หากรดโดนชิ้นส่วนต่างๆ ให้รีบล้างออกโดยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันชิ้นส่วนหรือสีเสียหาย

    -อย่าเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติมากเกินมิฉะนั้นระบบเกียร์อาจเสียหายได้ 
    -อย่าเติมน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์มากเกินมิฉะนั้นระบบพวงมาลัยเพาเวอร์อาจจะเสียหายได้

 

 

                                                                               ข้อมูล กรมการขนส่งทางบก  กระทรวงคมนาคม

 

 

 

สมรรถนะข้าราชการไทย

พิมพ์ PDF

สมรรถนะข้าราชการไทย 

   สมรรถนะ(Competency )ตามคำจำกัดความของสำนักงาน ก.พ. หมายถึง คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะอื่น ๆที่ทำให้บุคคลสร้างผลงานที่โดดเด่นในองค์กร ด้วยคำจำกัดความนี้สมรรถนะจึงเป็นคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่องค์การต้องการ


   ต้นแบบสมรรถนะ  (Competency Model) สำหรับระบบราชการพลเรือนไทย  เพื่อสร้างแบบสมรรถนะ (Competency) ให้ภาคราชการพลเรือนโดยเฉพาะสำหรับใช้ในการบริหารและประเมินผลงานตลอดจนพัฒนาศักยภาพในระยะยาว   ซึ่งในด้านแบบสมรรถนะประกอบไปด้วย  สมรรถนะ 2 ส่วน  คือ

1.สมรรถนะหลัก (Core competencyสำหรับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนทุกกลุ่มงาน คือ คุณลักษณะร่วมของข้าราชการพลเรือนไทยทั้งระบบ เพื่อหล่อหลอมค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ร่วมกัน ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ

 

  1.1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์  (Achievement Motivation)

  1.2 การบริการที่ดี  (Service Mind)

  1.3 การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ  (Expertise)

  1.4 จริยธรรม  (Integrity)

  1.5 ความร่วมแรงร่วมใจ  (Teamwork)


2.สมรรถนะประจำกลุ่มงาน ( Functional competency) ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มงาน คือ สมรรถนะที่กำหนดเฉพาะสำหรับกลุ่มงาน เพื่อสนับสนุนให้ข้าราชการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่หน้าที่ และส่งเสริมให้ปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น


สมรรถนะประจำกลุ่มงานมีทั้งหมด 20 ด้าน  ประกอบด้วย 

2.1 การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking

2.2 การมองภาพองค์รวม (Conceptual Thinking)

2.3 การพัฒนาศักยภาพคน (Caring & Developing Others)

2.4 การสั่งการตามอำนาจหน้าที่ (Holding People Accountable)

2.5 การสืบเสาะหาข้อมูล (Information Seeking)

2.6 ความเข้าใจข้อแตกต่างทางวัฒนธรรม (Cultural Sensitivity)

2.7 ความเข้าใจผู้อื่น (Interpersonal Understanding)

2.8 ความเข้าใจองค์กรและระบบราชการ (Organizational Awareness)

2.9 การดำเนินการเชิงรุก (Proactiveness)

2.10 ความถูกต้องของงาน (Concern for Order)

2.11. ความมั่นใจในตนเอง (Self Confidence)

2.12. ความยืดหย่อนผ่อนปรน (flexibility)

2.13. ศิลปะการสื่อสารจูงใจ (Communication & Influencing)

2.14. สภาวะผู้นำ (Leadership)

2.15. สุนทรียภาพทางศิลปะ (Aesthetic Quality)

2.16. วิสัยทัศน์ (Visioning)

2.17. การวางกลยุทธ์ภาครัฐ (Strategic Orientation)

2.18. ศักยภาพเพื่อนำการปรับเปลี่ยน (Change Leadership)

2.19. การควบคุมตนเอง (Self Control)

2.20. การให้อำนาจแก่ผู้อื่น (Empowering Others)

(สมรรถนะ ด้านที่ 16-20 กำหนดให้เป็นสมรรถนะประจำกลุ่มงานบริหาร)



ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

http://www.ocsc.go.thเรื่องการพัฒนาระบบสมรรถนะ

(คู่มือการพัฒนาระบบสมรรถนะของข้าราชการพลเรือนไทย)

 

10 วิธีการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

พิมพ์ PDF

 

1.ขับรถไม่เกิน 90 ก.ม./ชม.

  • ความเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้

             -ทางธรรมดา 90 กม./ชม.

        -ทางด่วน 110 กม./ชม.

        -มอเตอร์เวย์ 120 กม./ชม.

     2. จอดรถไว้บ้าน โดยสารสาธารณะ

         

           - ถ้าผู้ใช้รถยนต์ร้อยละ 1 จากจำนวน 5 ล้านคัน หันมาใช้บริการรถสาธารณะ ด้วยระยะทาง 48 กม./วัน

           - ใน 1 ปี (260 วันทำงาน) จะประหยัดน้ำมัน 52 ล้านลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 780 ล้านบาท

     

     3. ไม่ขับก็ดับเครื่อง

           

            -การติดเครื่องยนต์จอดอยู่เฉยๆ เป็นเวลา 5 นาที

             - สิ้นเปลืองน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ 500 ซีซี

     

     4. ทางเดียวกันไปด้วยกัน

           

            - ถ้าขับรถยนต์ 5 คัน ไปทางเดียวกัน ที่หมายใกล้กัน ระยะทาง 48 กม./คัน (ไป-กลับ)

            - ใน 1 ปี (260 วันทำงาน) จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 5,200 ลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 78,000 บาท

            - ถ้าร้อยละ 1 ของรถยนต์ 5 ล้านคัน ใช้ Car Pool สลับขับ 5 คน ต่อรถ 1 คัน

            -ใน 1 ปี จะประหยัดน้ำมันได้ 41.6 ล้านลิตร คิดเป็นเงิน 624 ล้านบาท

     

     5. หลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน

           -ถ้ารถติดเพียงร้อยละ 1 ของ จำนวนรถยนต์ 5 ล้านคัน ในวันทำงานทุกวัน และในบางเสาร์-อาทิตย์ ใน 1 ปี (330 วัน/ปี)

           -จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 12.4 ล้านลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 186 ล้านบาท

     6. ใช้โทรศัพท์-โทรสารเลี่ยงรถติด

    • ใช้อุปกรณ์สื่อสารแทนการเดินทาง เช่น ส่งหนังสือระหว่างหน่วยงาน

             -หากเร่งด่วนก็ใช้วิธีส่งทางโทรสาร

                    -หากเป็นเอกสารสำคัญก็ใช้วิธีรวบรวมเอกสารแล้วส่งพร้อมกัน

                   -หนังสือเวียนที่ไม่สำคัญก็ใช้วิธีส่ง E-Mail หรือส่งไปรษณีย์

     7. วางแผนก่อนเดินทาง

    • ถ้าไม่ศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง และขับรถหลงทาง 10 นาที

                 -จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 500 ซีซี คิดเป็นค่าน้ำมัน 7.50 บาท

    • ถ้ารถยนต์ 5 ล้านคัน ขับหลงทาง เฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง ใน 1 ปี

                -จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 30 ล้านลิตร คิดเป็นค่าน้ำมัน 450 ล้านบาท

     

    8. ลมยางต้องพอดี ไส้กรองต้องสะอาด

    • ความดันลมยางอ่อนกว่ามาตรฐาน 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้าขับทุกวันเฉลี่ยวันละ 48 กม. ใน 1 เดือน

                 -รถยนต์ - สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.4 ลิตร

                 -รถจักรยานยนต์ - สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 1.2 ลิตร

                 -รถบรรทุก - สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 4.2 ลิตร

    • ถ้าร้อยละ 30 ของรถแต่ละประเภท ละเลยเช่นนี้บ่อยๆ รวมเป็น 30 วัน/ปี

                -จะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 5.8 ล้านลิตร

                 -คิดเป็นเงิน 87 ล้านบาท

    • ถ้าไส้กรองสะอาด จะช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันวันละ 65 ซีซี

                  -ควรทำความสะอาดทุก 2,500 กม.

                  -ควรเปลี่ยนทุก 20,000 กม. 

     

     9. ไม่บรรทุกของเกินจำเป็น

    • หากขับรถโดยบรรทุกของที่ไม่จำเป็น ประมาณ 10 ก.ก. เป็นระยะทาง 25 ก.ม.

             -สิ้นเปลืองน้ำมัน 40 ซีซี

    • ถ้าร้อยละ 10 ของรถยนต์ทั่วประเทศ 5 ล้านคัน ขับรถโดยบรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น

                   -ใน 1 ปี จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 7.3 ล้านลิตร คิดเป็นเงิน 10.95 ล้านบาท

     

     10. ตรวจเช็คเครื่องยนต์เป็นประจำ

    • เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด
    • เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นทุก 5,000 กม.
    • ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง และน้ำในแบตเตอรี่
    • ตรวจสอบระดับน้ำป้อนหม้อน้ำ
    • ปรับปรุงสมรรถนะรถยนต์ให้ดีตลอดเวลา ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ร้อยละ 3- 9

     

     ที่มา : คู่มือรวมพลังหยุดรถซดน้ำมัน - PDF
    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

     

     

    แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2011 เวลา 15:01 น.
     

    แผนการจัดการความรู้ด้านการบริหาร

    พิมพ์ PDF

    แบบฟอร์มที่ ๒ : แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan)

    แผนการจัดการความรู้ที่  ๓ เพื่อสนับสนุนบุคลากรสายปฏิบัติการ

    องค์ความรู้ที่จำเป็น (KM) : กระบวนการบริหารจัดการ (แผน งบประมาณ การเงินการพัสดุ เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกันคุณภาพ  บุคลากร สารบรรณ อาคารสถานที่และหน่วยพิมพ์

    หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม (ผลลัพท์ที่ได้) : บุคลากรสายปฏิบัติการได้รับการเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์สามารถนำไปพัฒนางานในหน้าที่ได้

    ลำดับ

    กิจกรรมการจัดการความรู้

    ระยะเวลา

    ตัวชี้วัด

    เป้าหมายตัวชีวัด

    กลุ่มเป้าหมาย

    งบประมาณ

    ผู้รับผิดชอบ

    หมายเหตุ

    การบ่งชี้ความรู้
    ๑.  ด้านแผน / งบประมาณ

    1. ด้านการเงินและการพัสดุ

         ๓.  ด้านบริหารทั่วไป (บุคลากร    สารบรรณ อาคารสถานที่ ทรัพย์สิน
    ๔.  ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและประกันคุณภาพ

    ตลอดปี

    1. เข้าใจหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอน
    2. ความเข้าใจระเบียบข้อบังคับและแนวปฏิบัติด้านการเงิน  การคลังและพัสดุ
    3. เพิ่มทักษะความรู้และประสบการณ์ด้านการบุคคล ระบบสารบรรณ การจัดการความเสี่ยง อาคารสถานที่และทรัพย์สิน
    4. เพิ่มทักษะความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและประกันคุณภาพการศึกษา

    ร้อยละ ๘๐ ของ บุคลากรสายปฏิบัติการมีความรู้เพิ่มขึ้น

    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    -

    -   งานบริหารทั่วไป
    -   งานการเงิน
    การคลังและพัสดุ
    -  งานนโยบายและ
    แผนและประกัน 
    คุณภาพการศึกษา

    การสร้างและแสวงหาความรู้โดยการศึกษาจากปัญหาที่เกิดจากกระบวนการปฏิบัติ

    ตลอดปี

    ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร

    ประสิทธิภาพในการปฏิบัติของบุคลากรเพิ่มมากขึ้น

    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    -

    -   งานบริหารทั่วไป
    -   งานการเงิน
    การคลังและพัสดุ
    -   งานนโยบายและ
    แผนและประกัน
    คุณภาพการศึกษา

    การจัดความรู้ให้เป็นระบบโดยการวิเคราะห์ปัญหาและนำมาจัดเรียงลำดับความสำคัญ

    ตลอดปี

    ความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหา

    ปัญหาได้รับการแก้ไขหรือปรับปรุง   ดีขึ้น ไม่น้อยกว่า    ร้อยละ ๘๐

    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    -

    -   งานบริหารทั่วไป
    -   งานการเงิน
    การคลังและพัสดุ
    -   งานนโยบายและ
    แผนและประกัน
    คุณภาพการศึกษา

    การแบ่งปัน / แลกเปลี่ยนเรียนรู้
    ๔.๑ บรรยายพิเศษ เรื่อง”โอกาสความก้าวหน้าของลูกจ้างประจำตามโครงสร้างตำแหน่งใหม่และการเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

    พฤศจิกายน  ๒๕๕๓

    - ความเข้าใจของลูกจ้างประจำใน
    เรื่อง โครงสร้างตำแหน่งใหม่
    - ผู้ปฏิบัติงานด้านบุคคลเข้าใจ
    ระเบียบเรื่องโครงสร้าง
    ตำแหน่งใหม่

    - ลูกจ้างประจำได้
    ปรับระดับและ
    - ผู้ปฏิบัติงานด้าน
    บุคคลดำเนินงาน
    ได้ถูกขั้นตอน

    - ลูกจ้างประจำ
    - ผู้ปฏิบัติงาน
    ด้านบุคคล

    ๖,๐๐๐

    -   งานบริหารทั่วไป

    ๔.๒ ฝึกอบรม เรื่อง”การบริหารจัดการด้านการวางแผนกลยุทธ์การเงินและงบประมาณ”

    พฤศจิกายน ๒๕๕๓

    บุคลากรมีความรู้ และนำมาเป็นแนวทางในการวางแผนด้านการเงินได้

    บุคลากรที่เข้ารับการอบรม ร้อยละ ๘๐ สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติงานได้

    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    เก็บจากค่าลงทะเบียน

    งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๓ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “แนวทางปรับปรุงการสื่อสารผ่านระบบ e-offiec เพื่อลดความเสี่ยงและความซ้ำซ้อน”

    ธันวาคม  ๒๕๕๓

    ความผิดพลาดในการติดต่อสื่อสารผ่านระบบ e-office ลดลง

    บุคลากรสายปฏิบัติงานยอมรับแนวปฏิบัติที่ดีในการสื่อสารผ่านระบบ    e-offiec  ทำให้ความผิดพลาดบนระบบ    e-office ลดลง     ร้อยละ ๘๐

    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    ๖,๒๐๐

    งานบริหารทั่วไป

    ๔.๕ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “แนวทางการขอตำแหน่งทางวิชาการ ตำแหน่งชำนาญการและตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ

    มกราคม ๒๕๕๔

    1. คณาจารย์ นักวิชาการและ

    สายปฏิบัติการเข้าใจหลักเกณฑ์
    การขอตำแหน่งวิชาการ ชำนาญ
    การและเชี่ยวชาญ
    - จำนวนผู้ขอตำแหน่งวิชาการ
    ชำนาญการและเชี่ยวชาญ
    เพิ่มขึ้น

    จำนวนคณาจารย์ นักวิชาการและสายปฏิบัติการ ที่ขอตำแหน่งทางวิชาการเพิมขึ้น   ร้อยละ ๕

    คณาจารย์ นักวิชาการ            บุคลากรสายปฏิบัติการ      

    ๑๔,๕๐๐

    งานบริหารทั่วไป

    ๔.๖ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง”ตัวบ่งชี้คุณภาพ แนวทางปฏิบัติและการเขียนรายงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษา
    ปีการศึกษา ๒๕๕๓

    กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

    - ความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์     
    ตัวบ่งชี้ของ สมศ. และ สกอ.
    - ความรู้ความเข้าใจในหลักการ
    เขียนรายงานรวมทั้งการเตรียม
    หลักฐานประกอบที่ถูกต้อง

    - ผู้เข้าร่วมอบรม 
    ร้อยละ ๘๐ มี
    ความรู้ความเข้าใจ
    ในเกณฑ์ตัวบ่งชี้
    ของ สมศ. และ
    สกอ.

    1. ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถเขียนรายงานและจัดเตรียมเอกสารประกอบการประเมินในแต่ละตัวบ่งชี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ผู้บริหาร
    คณาจารย์
    นักวิชาการ
    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    ๑๗,๐๐๐

    หน่วยประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๗  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “การติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์สีขาว ระดับภาควิชา/ศูนย์วิจัย

    มีนาคม
    ๒๕๕๔

    ผู้ปฏิบัติงานภาควิชา/ศูนย์ดูแลระบบระบบคอมพิวเตอร์สีขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    - บุคลากรที่เข้ารับ
    การฝึกอบรม   
    ร้อยละ ๘๐ เข้าใจ
    ประโยชน์ที่จะรับ
    จากการติดตั้ง
    โปรแกรม
    คอมพิวเตอร์สีขาว

    1. เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้าน IT ระดับภาควิชา/หน่วยงานสามารถติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์สีขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เจ้าหน้าที่ที่ดูแลคอมพิวเตอร์ระดับภาควิชา/หน่วยงาน

    ๓,๒๐๐

    หน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๘  การจัดตั้งชุมชน 
    นักปฏิบัติ
    Community of  
    Practice :CoP
    โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านบริหารจัดการ (การจัดทำแผนปฏิบัติการ Action Plan

    มีนาคม
    ๒๕๕๔

    สร้างความเข้าใจและกรอบวีธีการจัดทำแผนปฏิบัติการให้ดียิ่งขึ้น

    ร้อยละ ๘๐ ของสมาชิกของชุมชน   นักปฏิบัติด้านการบริหารจัดการสามารถนำหลักการจัดทำแผนปฏิบัติการ Action Plan ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

    บุคลากรสายที่รับผิดชอบงานด้านแผน งบประมาณ การบริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ และงานสารบรรณ

    -

    งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๙  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “การลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์”

    มีนาคม
    ๒๕๕๔

    - รู้วิธีการป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์
    - ลดความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิบัติงาน

    บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ ๘๐ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการป้องกัน และแก้ไขปัญหาจากความเสี่ยงด้านต่างๆที่เกิดจากการปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์

    ผู้บริหาร
    คณาจารย์
    นักวิชาการ
    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    ๕,๘๐๐

    หน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๑๐ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “จรรยาบรรณด้านการเงิน และการพัสดุกับแนวพัฒนาลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน

    เมษายน
    ๒๕๕๔

    1. จรรยาบรรณด้านการเงินและการพัสดุ

    - ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน
    ด้านการเงินและการพัสดุ

    1. บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ ๘๐ นำความรู้เรื่องจรรยาบรรณด้านการเงินและการพัสดุไปใช้ในการปฏิบัติงาน
    2. ข้อผิดพลาดด้านการเงินการพัสดุลดลง

    เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้านการเงินและการพัสดุ

    ๑,๐๐๐

    งานการเงิน การคลังและพัสดุ

    ๔.๑๑  ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การสร้างแผนที่ความคิดด้วยโปรแกรม Free Mind”

    เมษายน  ๒๕๕๔

    พัฒนาวิธีการปฏิบัติงานและสร้างคู่มือการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น

    บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ ๘๐      สามารถสร้างแผนที่ความคิดด้วยโปรแกรม Free Mind ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    คณาจารย์
    นักวิชการ
    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    ๓,๒๕๐

    หน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๑๒  ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การสร้างผังการปฏิบัติงานด้วยโปรแกรม Visio

    เมษายน ๒๕๕๔

    บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในการสร้างผังการปฏิบัติงานมากขึ้น

    บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ ๘๐ สามารถสร้างผังการปฏิบัติงานด้วยโปรแกรม Visio ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    คณาจารย์
    นักวิชาการ
    บุคลากรสายปฏิบัติการ

    ๓,๒๕๐

    หน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๑๓  ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การบริหารพัฒนาองค์กรสมัยใหม่ โดยใช้กระบวนการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management)

    พฤษภาคม ๒๕๕๔

    ผู้เข้ารับการอบรมได้แนวปฏิบัติและมีองค์ความรู้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

    ผู้เข้าร่วมโครงการ  ร้อยละ ๘๐ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องกระบวนการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Result Based Management)

    ผู้บริหาร
    บุคลากรที่รับผิดชอบงานด้านการวางแผน การงบประมาณและการเงิน

    เก็บจากค่าลงทะเบียน

    งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

    ๔.๑๔ ฝึกอบรม เรื่อง “การใช้งานเว็บไซต์คลังความรู้องค์กร (KM Conner)”

    พฤษภาคม
    ๒๕๕๔

    ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจการนำข้อมูลสู่คลังความรู้มากขึ้น

    ผู้เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ ๘๐ มีความเข้าใจเรื่องการนำเข้าข้อมูลสู่คลังความรู้องค์กร “KM Conner)

    ผู้ปฏิบัติงานด้านการนำเข้าข้อมูล ของสำนักงานคณะ ภาควิชา/หน่วยงาน

    ๑,๕๐๐

    หน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ งานนโยบายและแผนและประกันคุณภาพการศึกษา

      ๔.๑๕  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “ประสานสัมพันธ์ร่วมกันพัฒนา และป้องกันความเสี่ยงในการปฏิบัติงานการเงิน การคลังและพัสดุ

    พฤษภาคม  ๒๕๕๓

    - แนวปฏิบัติทีดีในการพัฒนางาน
    ด้านการเงิน การคลังและพัสดุ
    - ความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน
    ด้านการเงิน การคลังและพัสดุ

    - ได้แนวปฏิบัติที่ดี ในการพัฒนางาน การเงิน การคลัง และพัสดุ
    - ข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานด้านการเงิน การคลังและพัสดุลดลง

    ผู้บริหาร
    บุคลากรที่รับผิดชอบในงานด้านการเงิน การคลังและพัสดุ

    ๑,๐๐๐

    งานการเงิน การคลังและพัสดุ

      ๔.๑๖  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “แนวปฏิบัติที่ดีของการปฏิบัติหน้าที่อยู่เวร

    มิถุนายน  ๒๕๕๓

    แนวปฏิบัติที่ดีของการปฏิบัติหน้าที่อยู่เวร

    - ผู้เข้าร่วมโครงการมีแนวปฏิบัติที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่   อยู่เวร

    บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เวร

    ๒,๕๐๐

    หน่วยอาคารสถานที่และยานพาหนะ งานบริหารทั่วไป

      ๔.๑๗  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “การกรอก TOR  และ JA

    มิถุนายน  ๒๕๕๓

    ความเข้าใจเรื่องการกรอก TOR และ JA

    ผู้เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ ๘๐ มีความเข้าใจในการกรอก TOR และ JA

    ผู้บริหาร
    คณาจารย์
    นักวิชาการ
    บุคลากรสายปฏิบัติการ
    ลูกจ้างประจำ

    ๓,๐๐๐

    งานบริหารทั่วไป

    แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2011 เวลา 11:39 น.
     

    แผนการจัดการความรู้ด้านการวิจัย

    พิมพ์ PDF

    แผนการจัดการองค์ความรู้ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๔

    km1

    แผนจัดการความรู้ที่ ๒ การจัดการองค์ความรู้ด้านการวิจัย

    องค์ความรู้ที่จำเป็น : การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายประสบการณ์ด้านการวิจัย ระหว่างนักวิจัยอาวุโสสู่นักวิจัยรุ่นกลางและรุ่นใหม่ เหตุผลที่เลือกองค์ความรู้ : เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการทำงานวิจัยของนักวิจัยอาวุโสให้กับนักวิจัยรุ่นกลางและ
                                               รุ่นใหม่ เนื่องจากนักวิจัยอาวุโสจะเกษียณอายุราชการในระยะ ๑ – ๒ ปี จำนวนมากเป็นการทดแทน
                                               นักวิจัยของคณะฯ สามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง
    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : นักวิจัยรุ่นกลางและรุ่นใหม่ มีศักยภาพในการแสวงหาทุนวิจัย และดำเนินการวิจัยได้อย่างมีคุณภาพ

    แผนการดำเนินงาน
            peper-1  คำสั่งคณะกรรมการการจัดการองค์ความรู้
            peper-1 แผนการจัดการความรู้ด้านการวิจัย

    แบบฟอร์มที่ ๒ : แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan)

    แผนการจัดการความรู้ที่  ๒

    องค์ความรู้ที่จำเป็น (KM) :  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการวิจัย ระหว่างนักวิจัยอาวุโสสู่นักวิจัยรุ่นกลางและรุ่นใหม่

    หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม (ผลลัพท์ที่ได้) : จำนวนข้อเสนอโครงการวิจัย

    ลำดับ

    กิจกรรมการจัดการความรู้

    ระยะเวลา

    ตัวชี้วัด

    เป้าหมายตัวชีวัด

    กลุ่มเป้าหมาย

    งบประมาณ

    ผู้รับผิดชอบ

    หมายเหตุ

    การบ่งชี้ความรู้
    ๑.๑ โครงการ ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านการวิจัย คณะเกษตรศาสตร์ มช.

    มกราคม ๒๕๕๔

    -  หัวข้องานวิจัย เพื่อการจัดการองค์ความรู้

    -  ๑ หัวข้อ

    - คณะกรรมการจัดการองค์ความรู้ด้านการวิจัย ของคณะเกษตรศาสตร์

    -

    รองคณบดีฝ่ายวิจัย
    หัวหน้างานบริหารงานวิจัยฯ

    การสร้างและแสวงหาความรู้
    ๒.๑  โครงการจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ อาวุโส ของคณะเกษตรศาสตร์  ร่วมกับคณาจารย์ นักวิชาการรุ่นกลางและรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดโจทย์วิจัยของคณะเกษตรศาสตร์

    มีนาคม ๒๕๕๔

    1. ร้อยละของอาจารย์ประจำที่ได้รับทุนทำวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในและภายนอกสถาบันต่ออาจารย์และนักวิจัยประจำที่มีอยู่จริง

    จำนวนโจทย์วิจัย
    ๔  โจทย์วิจัย

    คณาจารย์/นักวิชาการอาวุโส รุ่นกลางและรุ่นใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์

    ๑,๐๐๐.-

    รองคณบดีฝ่ายวิจัย
    หัวหน้างานบริหารงานวิจัยฯ

    การจัดความรู้ให้เป็นระบบ

    1. หนังสือเชิญประชุม
    2. เอกสารประกอบการประชุมกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหาร
    3. แนวปฏิบัติการขอรับการสนับสนุนทุนงบประมาณกลุ่มเรื่องเร่งด่วน วช.
    4. รายงานการประชุม
    5. ข้อเสนอโครงการ

     

    คณาจารย์/นักวิชาการอาวุโส รุ่นกลางและรุ่นใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์

    รองคณบดีฝ่ายวิจัย
    หัวหน้างานบริหารงานวิจัยฯ

    การเข้าถึงความรู้
    ๔.๑ โครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัย เช่น การจัดประชุม ฝึกอบรม บรรยายพิเศษ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการวิจัยให้กับนักวิจัย

    มีนาคม – กันยายน ๒๕๕๔

    ร้อยละของอาจารย์ประจำที่ได้รับทุนทำวิจัยหรืองานสร้างสรรค์จากภายในและภายนอกสถาบันต่ออาจารย์และนักวิจัยประจำที่มีอยู่จริง

    1. ข้อเสนอโครงการวิจัยบูรณาการ จำนวน  ๔ โครงการ

    แหล่งทุนวิจัยทั้งภายในและภายนอกสถาบัน

    ๕,๐๐๐.-

    รองคณบดีฝ่ายวิจัย
    หัวหน้างานบริหารงานวิจัยฯ

    การแบ่งปัน / แลกเปลี่ยนเรียนรู้
    ๕.๑  การจัดบรรยายพิเศษ “นักวิจัยพบแหล่งทุน” ประกอบด้วย ๓ แหล่งทุน (สวทช., สกว., สสส.)
    ๕.๒ การจัดบรรยายพิเศษ “สวก. พบนักวิจัย”
    ๕.๓ การเชิญประชุมเพื่อจัดเตรียมข้อเสนอโครงการส่ง วช.

    มีนาคม – กันยายน ๒๕๕๔

    1. จำนวนคณาจารย์อาวุโส อาจารย์รุ่นกลางและรุ่นใหม่ นักวิชาการและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม
    1. ได้ข้อเสนอโครงการวิจัยบูรณาการ จำนวน ๔ โครงการ

    คณาจารย์/นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา/นักวิชาการอาวุโส รุ่นกลางและรุ่นใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์

    ๕,๐๐๐.-

    รองคณบดีฝ่ายวิจัย
    หัวหน้างานบริหารงานวิจัยฯ

    การสรุปผล
    ๖.๑ รายงานการประชุม
    ๖.๒ จำนวนข้อเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุน

    มีนาคม – กันยายน ๒๕๕๔

    จำนวนโครงการวิจัยที่เสนอขอรับสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุนวิจัย

    1. ข้อเสนอโครงการวิจัยบูรณาการ ได้รับอนุมัติ  

        ๑ โครงการ

    คณาจารย์/นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา/นักวิชาการอาวุโส รุ่นกลางและรุ่นใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์

    รองคณบดีฝ่ายวิจัย
    หัวหน้างานบริหารงานวิจัยฯ

    ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่
    ๗.๑ ประชาสัมพันธ์เพื่อจัดกลุ่มวิจัยให้กับคณาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทางเวปไซด์, หนังสือเวียน, e-officd และ e-mail

    มีนาคม – กันยายน ๒๕๕๔

    จำนวนคณาจารย์/นักวิชาการ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัย

    ข้อเสนอโครงการวิจัยแบบบูรณาการ

    คณาจารย์/นักวิชาการที่มีงานวิจัยประชุมสามารถเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มงานวิจัยที่สนใจและทำงานวิจัยร่วมกัน

    รองคณบดีฝ่ายวิจัย
    หัวหน้างานบริหารงานวิจัยฯ


    กิจกรรมที่ได้ดำเนินงาน
    DSC03387   01  ประชุมคณะกรรมการจัดการองค์ความรู้ด้านการวิจัย ครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 ณ ห้องประชุมดำรง ติยวลีย์

     01 ประชุมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยในอนาคตของคณะเกษตรศาสตร์ เพื่อระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านงานวิจัยของคณะฯ ภายใต้กรอบแนวคิด และขั้นตอนการดำเนินงานการจัดทำกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย  เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 ณ. ห้องประชุมสุขุม อัศเวศน์ Cool  ภาพกิจกรรม   peper-1  เอกสารสรุประดวามคิดเห็น

     01 ประชุมพัฒนาข้อเสนอโครงการในกลุ่มเร่งด่วนด้านข้าว ภายใต้กรอบการวิจัยที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ให้ทุนอุดหนุน ปีงบประมาณ 2555 (ทุน 15 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554 ณ ห้องประชุมสุขุม อัศเวศน์ คณะเกษตรศาสตร์ มช.  Cool  ภาพกิจกรรม   peper-1  กรอบการวิจัยฯ ทุนอุดหนุน ปีงบประมาณ 2555 (15 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน)

    01 ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและ การพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพภายใต้กรอบการวิจัยที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ให้ทุนอุดหนุน ปีงบประมาณ 2555 (ทุน 15 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ณ ห้องประชุมสุขุม อัศเวศน์ คณะเกษตรศาสตร์ มช.   Cool  ภาพกิจกรรม   peper-1  กรอบการวิจัยฯ ทุนอุดหนุน ปีงบประมาณ 2555 (15 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน)

     

     

    แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2011 เวลา 09:35 น.
     

    แผนการจัดการความรู้ด้านการเรียนการสอน

    พิมพ์ PDF

    ฟอร์มที่ ๒ : แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan)

    แผนการจัดการความรู้ที่ ๑  แผนการจัดการความรู้ด้านการเรียนการสอนเพื่อสนับสนุนการผลิตบัณฑิต.

    องค์ความรู้ที่จำเป็น (KM) : การถ่ายทอดความรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามกรอบ TQF

    ลำดับ

    กิจกรรมการจัดการความรู้

    ระยะเวลา

    ตัวชี้วัด

    เป้าหมายตัวชีวัด

    กลุ่มเป้าหมาย

    งบประมาณ

    ผู้รับผิดชอบ

    หมายเหตุ

    การบ่งชี้ความรู้
    ๑.๑  จัดประชุมเพื่อติดตามงาน และซักซ้อมความเข้าใจในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ (TQF) การทำวิจัยในชั้นเรียนและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    ๒๔ ธ.ค. ๕๓

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำรายละเอียดของรายกระบวนวิชาตามกรอบ TQF โดยเฉพาะการจัดทำ มคอ. ๓ และ ๕ การทำวิจัยในชั้นเรียนและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำรายละเอียดของรายกระบวนวิชาตามกรอบ TQF โดยเฉพาะการจัดทำ มคอ. ๓ และ ๕ การทำวิจัยในชั้นเรียนและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากยิ่งขึ้น

    -  คณาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์ ประมาณ  ๓๐ คน

    -

    รองคณบดี, ผู้ช่วยคณบดี. หัวหน้างานบริการการศึกษา

    ๑.๒ จัดประชุมติดตามผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการทำวิจัยในชั้นเรียน

    ๓๐ มี.ค. ๕๔

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ ได้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ ได้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อย่างน้อยสาขา   วิชาละ ๑ กระบวนวิชานำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

    -  คณาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์ ประมาณ  ๓๐ คน

    -

    รองคณบดี, ผู้ช่วยคณบดี. หัวหน้างานบริการการศึกษา

    ๑.๓ ประชุมเพื่อติดตามงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาที่พบ และเกิดขึ้นบ่อย ๆ และแบ่งปันความรู้ ในการปฏิบัติงานของบุคลากรในงานบริการการศึกษาฯ

    ๒๘ เม.ย. ๕๔

    -  บุคลากรในหน่วยงานได้รับทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขของเพื่อนร่วมงาน

    - บุคลากรในหน่วยงานทุกคนได้รับทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขของเพื่อนร่วมงาน

    -  บุคลากรของหน่วยงานทุกคน จำนวน ๑๓ คน

    -

    รองคณบดี, ผู้ช่วยคณบดี, หัวหน้างานบริการการศึกษา

                     

    การสร้างและแสวงหาความรู้
    ๒.๑ จัดประชุมเพื่อติดตามงาน และซักซ้อมความเข้าใจในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ (TQF) การทำวิจัยในชั้นเรียนและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    ๒๔ ธ.ค. ๕๓

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำรายละเอียดของรายกระบวนวิชาตามกรอบ TQF โดยเฉพาะการจัดทำ มคอ. ๓ และ ๕ การทำวิจัยในชั้นเรียนและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำรายละเอียดของรายกระบวนวิชาตามกรอบ TQF โดยเฉพาะการจัดทำ มคอ. ๓ และ ๕ การทำวิจัยในชั้นเรียนและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากยิ่งขึ้น

    -  คณาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์ ประมาณ  ๓๐ คน

    -

    รองคณบดี, ผู้ช่วยคณบดี. หัวหน้างานบริการการศึกษา

    ๒.๒ จัดประชุมติดตามผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการทำวิจัยใน  ชั้นเรียน

    ๓๐ มี.ค. ๕๔

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ ได้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    -  คณาจารย์ของคณะเกษตรศาสตร์ ได้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อย่างน้อยสาขาวิชาละ ๑ กระบวนวิชานำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

    -  คณาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์ ประมาณ  ๓๐ คน

    -

    รองคณบดี, ผู้ช่วยคณบดี. หัวหน้างานบริการการศึกษา

    ๒.๓ ประชุมเพื่อติดตามงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาที่พบ และเกิดขึ้นบ่อย ๆ และแบ่งปันความรู้ในการปฏิบัติงานของบุคลากรในงานบริการการศึกษาฯ

    ๒๘ เม.ย. ๕๔

    - บุคลากรในหน่วยงานได้รับทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขของเพื่อนร่วมงาน

    - บุคลากรในหน่วยงานได้รับทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขของเพื่อนร่วมงาน

    - บุคลากรของหน่วยงาน  ทุกคน

    -

    รองคณบดี, ผู้ช่วยคณบดี, หัวหน้างานบริการการศึกษา

                     

    การจัดความรู้ให้เป็นระบบ
    - เอกสารประกอบการประชุม
    (มคอ. ๓ – ๗)
    - เอกสารการวิจัยในชั้นเรียน (Power Point)
    - เอกสารการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Power Point)

     ผู้เข้าร่วมประชุมและบุคคลทั่วไป

                     

    การเข้าถึงความรู้
    - เอกสารประกอบการประชุม
    (มคอ. ๓ – ๗)
    - เอกสารการวิจัยในชั้นเรียน (Power Point)
    - เอกสารการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Power Point)

     – คณาจารย์เข้าร่วมได้มีความเข้าใจในการทำ มคอ. ๓ – ๗
    -  คณาจารย์ที่เข้าร่วม ได้รับความรู้และเข้าใจแนวทางในการทำวิจัยในชั้นเรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
    -  บุคลากรมีความรู้และทราบแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในหน่วยงานของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในงานที่ตนเองรับผิดชอบ และสามารถตอบ/แก้ไขปัญหาแทนกันได้

     – คณาจารย์เข้าร่วมได้มีความเข้าใจในการทำ มคอ. ๓ – ๗
    - คณาจารย์ที่  เข้าร่วม ได้รับความรู้และเข้าใจแนวทางในการทำวิจัยในชั้นเรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากยิ่งขึ้น
    - บุคลากรมีความรู้และทราบแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในหน่วยงานของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในงานที่ตนเองรับผิดชอบ และสามารถตอบ/แก้ไขปัญหาแทนกันได้มากยิ่งขึ้น

    - คณาจารย์ จำนวน      ๓๐ คน

    - บุคลาการในหน่วยงาน  ทุกคน

                     

    การแบ่งปัน / แลกเปลี่ยนเรียนรู้
    ๕.๑ จัดอบรมแบ่งปันความรู้และติดตามงานเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามกรอบ TQF (การทำ มคอ. ๓) การวิจัยในชั้นเรียนและการเรียนการสอนที่
    เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้ผู้ผ่านการอบรมอย่างน้อยให้มีสาขาวิชาละ ๑กระบวนวิขา นำเสนอการดำเนินงานในกระบวนวิชาของตนเองซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างผู้เข้าร่วม และเป็นตัวอย่างให้กับอาจารย์ท่านอื่นที่ยังไม่ได้ดำเนินการ

    ๓๐ มี.ค. ๕๔

    - คณาจารย์ที่เข้าร่วมได้รับความรู้ และมีความเข้าใจ และมีแนวทางในการจัดทำ มคอ. ๓ การทำวิจัยในชั้นเรียน  รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    - คณาจารย์ที่เข้าร่วมได้รับความรู้ และมีความเข้าใจ และมีแนวทางในการจัดทำ มคอ. ๓ การทำวิจัยในชั้นเรียน  รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากยิ่งขึ้น

    - คณาจารย์ ๓๐ คน

    ๕.๒ จัดประชุม ติดตามงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแบ่งปันความรู้ ปัญหาที่ทราบ และเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในการปฏิบัติงานของบุคลลากรงานบริการการศึกษาฯ โดยให้แต่ละคนรวบรวมปัญหา/คำถามอย่างน้อยคนละ ๒ ข้อ พร้อมคำตอบเพื่อให้เพื่อนร่วมงานได้ทราบและเรียนรู้จากปัญหาที่  เกิดจริง

    ๑๐ ม.ค. ๕๔

    - บุคลากรในหน่วยงานรับทราบและเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในหน่วยงานและมีแนวทางในการตอบปัญหา/คำถามที่เกิดขึ้น

    - บุคลากรในหน่วยงานรับทราบและเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในหน่วยงานและมีแนวทางในการตอบปัญหา/คำถามที่เกิดขึ้นรวมทั้งสามารถปฏิบัติงานแทนเพื่อนร่วมงานได้ดียิ่งขึ้น หากผู้รับผิดชอบ   ไม่อยู่

                     

    การสรุปผล
    -  มีการประเมินผลโดยคณาจารย์ผู้เข้าร่วมโครงการ

     
    - คณาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการได้รับความเข้าใจจากตัวอย่างของผู้นำเสนออยู่ในระดับมากที่สุด

     
    - คณาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการได้รับความเข้าใจจากตัวอย่างของผู้นำเสนออยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย       = ๔.๒๕

                     

    ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่
    - ได้นำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเสนอไว้ที่มุม KMการศึกษาฯ บน Web. ของงานบริการการศึกษาฯ ซึ่งประกอบด้วย
    - เอกสารประกอบการประชุม
    - รายงานการประชุม
    - เอกสารตัวอย่างการนำเสนอการวิจัยในชั้นเรียนและการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Power Point)
    - รูปภาพ
    - ตัวอย่างคำถาม/ 
    ปัญหา และคำตอบ

    - อาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำ
    - อาจารย์ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ
    - เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

                     
    แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2011 เวลา 11:40 น.
     

    หลักการและที่มาของ KM

    พิมพ์ PDF

    ปัจจุบันกระบวนการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) เป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่ส่งเสริมกระบวนการบริหารจัดการองค์กรให้บรรลุผลสำเร็จตามวิสัยทัศน์และพันธกิจ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีพันธกิจหลักในการผลิตบัณฑิต การค้นคว้าวิจัย การบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญ ของการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) โดยเห็นว่า “คน” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ในกระบวนการจัดการองค์ความรู้ของคณะฯ ยังให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้าน “เทคโนโลยี” และ “กระบวนการความรู้” (Knowledge Process) ซึ่งทั้ง ๓ องค์ประกอบจะต้องเชื่อมโยงและบูรณาการอย่างสมดุลเพื่อให้การจัดการองค์ความรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  

    ดังนั้น คณะเกษตรศาสตร์จึงกำหนดให้มีการจัดทำแผนการจัดการองค์ความรู้ และได้กำหนดเป้าหมายในการจัดการองค์ความรู้โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม และมีความสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของคณะฯ ดังนี้

    ๑. การจัดการองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการผลิตบัณฑิต
    (กลุ่มเป้าหมาย : คณาจารย์)
    เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ :
    - ผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม บัณฑิตมีความรู้ความสามารถ มีวินัย คุณธรรมและจริยธรรม
    - พัฒนาคุณภาพคณาจารย์
    - พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

    ๒. การจัดการองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการวิจัย
    (กลุ่มเป้าหมาย : คณาจารย์ นักวิชาการเกษตร นักวิชาการสัตวบาลและนักวิทยาศาสตร์)
    เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ :
    -สร้างทีมงานวิจัยของคณะฯ ให้เข้มแข็ง ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้ในระดับชาติและนานาชาติ

    ๓. การจัดการองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนกระบวนการบริหารจัดการ
    (กลุ่มเป้าหมาย : บุคลากรสายปฏิบัติการ)

    เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ :
    - พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ
    - พัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีมาตรฐานสากล
    - พัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนการบริหารจัดการ

    การดำเนินการจัดการองค์ความรู้ทั้ง ๓ กลุ่มดังกล่าวนั้น คณะฯ กำหนดแนวปฏิบัติให้มีการบูรณาการองค์ประกอบทั้ง ๓ ( คน เทคโนโลยี และกระบวนการความรู้) เพื่อให้กระบวนการจัดการองค์ความรู้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยขับเคลื่อนให้กระบวนการผลิตบัณฑิต การมุ่งเน้นไปสู่มหาวิทยาลัยวิจัย ตลอดจนการบริการวิชาการ บรรลุผลตามเป้าหมายของคณะฯ และของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่อไป

    วัตถุประสงค์ (เป้าหมายของการจัดการองค์ความรู้)

    ๑. ส่งเสริมพัฒนากระบวนการจัดการองค์ความรู้ไปยังกลุ่มคณาจารย์ เพื่อสนับสนุนการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์เกษตร ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ ๑         ของคณะฯ คือ การพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล

    ๒. ส่งเสริมพัฒนากระบวนการจัดการองค์ความรู้ไปยังกลุ่มคณาจารย์ นักวิชาการเกษตร นักวิชาการสัตวบาลและนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ ๒ ของคณะฯ คือ พัฒนาคณะเกษตรศาสตร์ให้เป็นสถาบันที่มุ่งเน้นการวิจัย

    ๓. ส่งเสริมพัฒนากระบวนการจัดการองค์ความรู้ไปยังกลุ่มบุคลากรสายปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้การบริหารจัดการในระดับภาควิชา ศูนย์วิจัย หน่วยงานและคณะฯ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ ๕ ของคณะฯ คือ การพัฒนาคณะเกษตรศาสตร์ตามหลักการบริหารจัดการที่ดีและพัฒนาสู่ระดับสากล

    ๔. สร้างวัฒนธรรมองค์กรของคณะเกษตรศาสตร์ให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

    แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2011 เวลา 09:23 น.
     

    เคล็ดลับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

    พิมพ์ PDF

    ทำงานให้มีประสิทธิภาพ

    นำเสนอโดย คุณรสริน อ่อนน้อม จากหนังสือ "คิดอย่างผู้นำและผู้ตาม โดย อ.สุพัตรา สุภาพ "ศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเรื่องการทำงาน 26 F ทำงานมีประสิทธิภาพได้อย่างน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อ เป็นข้อคิดที่มีประโยชน์ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ ที่ต้องปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้ทันวงการที่แข่งขันสูง โดยเฉพาะการทำงานจะให้ทำแบบเดิม ๆ ไม่ได้
    ทุกคนต้องทำวันนี้ให้ดีกว่าวันวาน องค์กรยุคใหม่ต้องการคนมีความสามารถ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ เพราะทุกอย่างต้องดีกว่าเดิม"Friendly = เป็นมิตร
    ทำงานที่ใดก็ตาม หากเป็นมิตรกับผู้คนรอบตัวมีแต่ได้มากกว่าเสีย ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไร นาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลภายนอก เพราะนี่คือบันไดของการทำความคุ้นเคย รู้จัก และเปิดใจให้กัน แล้วยังทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียด ช่วยสร้างความสัมพัธ์ที่ดีในการทำงานFeeling = สร้างความรู้สึกที่ดี
    ความรู้สึกที่ดี ๆ เกิดจากความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งช่วยให้เกิดความผูกพันและความชอบพอรักใคร่ เป็นความเอื้ออาทรต่อกัน เช่น เขางานมากก็ช่วยกันทำ เขามีทุกข์เราก็ปลอบ เขาทำผิดพลาดก็ให้กำลังใจ เพราะคนเราอาจมีความรู้สึกสะเทือนใจจากสิ่งที่คิดวท่าทำดี หรือเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันจนทำตัวไม่ถูก งานการจึงอาจไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้ามีคนรู้สึกดี ๆ กับเขาบ้าง เขาอาจยืนหยัดสู้กับชีวิตหรืองานต่อไป Frank = เปิดเผย ตรงไปตรงมา
    การทำงานที่ดีต้องยึดหลักประจำใจ คือ ไม่หน้าไหว้หลังหลอก หรือทำตัวมีลับลมคมใน การทำงานแบบโปร่งใส ตรงไปตรงมาจึงเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของใครต่อใคร

    Fondly = ทำงานด้วยใจรัก และอยู่กับเพื่อนร่วมงานด้วยความรัก
    ความรู้สึกแบบนี้ถ้ามีต่องานจะทำให้ทำงานแบบอยากทำ ไม่ใช่ต้องทำ เป็นการทำงานด้วยความรัก เช่น รักงานขาย ทำให้ชอบการออกไปพบปะผู้คนเพื่อบริการลูกค้าเก่า และแสวงหาลูกค้าใหม่ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ แล้วพยายามมุ่งมั่นให้ได้ยอดตามเป้าหมาย หรือหากรักงานวิจัยก็อยากวิจัยสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น การทำงานด้วยความรักและมีความรักต่อเพื่อนร่วมงาน จึงทำงานอย่างเป็นสุข และมีประสิทธิภาพForgiving = ให้อภัย
    การให้อภัยมีแต่ทำให้จิตใจไม่ขุ่นมัว เนื่องจากหน่วยงานแต่ละแห่งอาจมีทั้งคนถูกใจหรือไม่ถูกใจ มีคนชอบหรือไม่ชอบบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราเอาแต่น้อยใจ เสียใจ หรือคุมแค้น คนที่ขาดทุนที่สุดคือเรานั่นเอง ซึ่งจะบั่นทอนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การให้อภัยจึงเป็นยาสมานใจให้เราเป็นสุขขึ้น Flexible = ยืดหยุ่นผ่อนปรน
    แม้งานจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ เงินทอง เป็นต้น แต่บางครั้งการเข้มงวดเกินไปอาจทำให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้ การคิดได้คิดถูก คิดด้วยปัญญาจึงช่วยให้ผ่อนปรนกันได้ หากไม่ทำให้องค์กรเสียหาย เช่น อาจส่งใบเบิกเงินเข้าไปเกินเวลากำหนดบ้าง ก็ไม่ควรยึดกฎเกณฑ์แบบเคร่งครัดเกินไป จนทำให้ขาดมิตรได้

    Foster = ส่งเสริม
    การมีใจต่อกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จะช่วยให้เพื่อนร่วมงาน นาย ลูกน้องดีขึ้นได้ก็น่าจะทำไป นี่คือการลงทุน สร้างมิตร และได้เพื่อนร่วมงานที่มองเราในแง่ดี การส่งเสริมนี้อาจทำด้วยคำพูด วาจา ท่าทาง และการช่วยด้านการทำงาน โดยเฉพาะนายควรส่งเสริมลูกน้อง และลูกน้องควรส่งเสริมนาย ด้วยการพูดถึงนายในแง่ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังFact = ข้อเท็จจริง
    งานจะดีมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของข้อมูล เป็นการรู้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เพ่อให้งานมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้ข่าวสารใหม่ ๆ เพื่อกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดแก่องค์กร ดังนั้น หัวหน้างานจึงควรคิดเสมอว่าต้องได้ข้อเท็จจริงของข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์ โดยเฉพาะความสามารถของลูกน้องแต่ละคนในด้านต่าง ๆ ต้องระมัดระวังในการมอบหมายงานตามข้อเท็จจริง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร Forward = ไม่ย่ำเท้าอยู่กับที่
    ทำงานต้องกระตือรือร้นที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ทำงานแบบอยู่ไปวัน ๆ เพราะเรื่องของวันนี้อาจใช้ไม่ได้ในวันพรุ่งนี้วันนี้จึงต้องดีกว่าวันวาน การทำงานให้ก้าวหน้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องใฝ่รู้ รู้รอบ รอบคอบ รับผิดชอบ มีแผนระยะสั้น และระยะยาวในการทำงานให้ดีกว่าเดิม

    Firm = มั่นคง
    ต้องมั่นคงด้วยความรู้ ความคิด ความมุ่งมั่น องค์กรใดมีความมั่นคง มีศักยภาพ จะทำให้ผู้บริหารจนถึงพนักงานเกิดความวางใจที่จะทุ่มใจทุ่มกายทำงานต่อไป ส่วนองค์กรที่ไม่มั่นคงขาดเสถีรยรภาพ พนักงานจะหมดกำลังใจForesee = เห็นการณ์ไกล
    เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรทำธุรกิจหรือปรับปรุงการงานในด้านใด โดยไม่ละเลยสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจทำให้ธุรกิจหรือการงานเสื่อมถอย หรือล้าหลัง เช่น ประเทศไทยจะเน้นแต่สินค้าดั้งเดิมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการตามโลกาภิวัฒน์ เพื่อขยายตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ หรือข้าราชการบางแห่งต้องลดจำนวนลง เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและใช้คนอย่างมีคุณค่าหรือสินค้าและบริการต้องพัฒนาให้ทันกับ Nano Technology
    ที่ในอนาคตทุกอย่างจะเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูง Fit = ความเหมาะสม
    ความเหมาะสมเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการทำงาน เป็นความเหมาะสมในด้านการแต่งกาย วาจา ท่าทางและการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น ในการทำงานจะต้องปฏิบัติต่อทุกระดับอย่างเหมาะสมตามตำแหน่งของแต่ละคน โดยไม่ยกตนข่มท่าน หรือทำตัวเหนือกว่าใคร หรือก้าวก่ายการงานของผู้อื่น ขณะเดียวกัน ไม่ควรทำตัวต่ำต้อยจนกลายเป็นคนหมดความหมาย

    Forceful = มีพลัง
    พลังของแต่ละคนย่อมจะต่างกัน บางคนมีพลังในการทำงานสูงไม่พอ ยังสามารถโน้มน้าวจิตใจให้คนทำงานด้วยอย่างเต็มอกเต็มใจ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนหนึ่งที่มีพลังในด้านความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์การทำงานสูง คำพูดของนายกรัฐมนตรีก็มีพลังทำให้ฟังแล้วน่าเชื่อถือ อาทิเช่น ไก่ประเทศไทยไม่ใช่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ โดยมีน้ำเสียงที่ดูน่าเชื่อถือ ถ้าหัวหน้าองค์กรใดก็ตาม มีพลังในการทำงานอย่างดี องค์กรคงก้าวหน้าได้ไม่ยากFacilitating = ทำให้สะดวกราบรื่นขึ้น
    องค์กรที่มีบรรยากาศการทำงานที่เป็นไปอย่างสะดวกสบายย่อมจะทำให้พนักงานอยากทำงานได้อย่างราบรื่นหรือมีประสิทธิภาพ แต่ในหลายแห่งมีปัญหาที่ทำให้ยุ่งยากขึ้น เช่น คุณเนื้อทองเล่าว่าในหน่วยงานของเธอ พอเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ก็มีการวางระเบียบขั้นตอนการทำงานยุ่งยากกว่าเดิม เวลาขออนุมัติอะไร หัวหน้าจะดูว่าเป็นพวกของเขาหรือไม่ หากต่างพวกจะดึงเรื่องหรือกลั่นแกล้งทำให้คุณเนื้อทองหมดกำลังใจ งานจะง่ายหรือยากจึงขึ้นอยู่กับหัวหน้าที่จะสร้างบรรยากาศการทำงานให้สะดวกมากน้อยแค่ไหน Functional = ทำได้จริง มีประโยชน์
    กิจการทุกอย่างต้องเกิดประโยชน์จริง เป็นไปได้จริง สามารถทำให้เกิดผลงานและได้ผล รวมทั้งต้องให้ทุกคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นจิตสำนึกที่ทุกคนควรมี การกำหนดสิทธิหน้าที่ของแต่ละคนเป็นส่วนสำคัญในการทำงาน หากทุกคนทำงานอย่างเหมาะสมตามหน้าที่ของตน ก็ไม่เป็นการยากที่องค์กรจะเจริญขึ้น

    Feasible = เป็นไปได้
    เป็นเรื่องที่ทั้งนายหรือลูกน้องช่วยกันทำให้งานหรือโครงการเป็นจริง ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่หรือไม่ใช่หน้าที่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำ เป็นน้ำใจที่ทำเพื่อองค์กรให้ได้ผลดีที่สุด เช่น คุณพัตรเป็นหัวหน้าที่คิดเสมอว่า งานราชการค่อนข้างจะมีขั้นตอนมากจนล่าช้า เธอจึงวางระบบใหม่เพื่องานที่เสียเวลามากจะได้รวดเร็วขึ้น โดยพยายามหาจุดที่เป็นอุปสรรคและพยายามแก้ไข เธอเชื่อว่าระบบราชการทำงานมีประสิทธิภาพเหมือนเอกชนได้ ถ้าหัวหน้ารู้จักปรับปรุง ลูกน้องรู้จักคิดใหม่ ทำใหม่ และทำให้ได้ ไม่ใช่ทำแบบเช้าชามเย็นชาม จนประชาชนรำคาญ เป็นต้นFast = รวดเร็ว
    เป็นความรวดเร็วเพื่องานจะได้ไม่ล่าช้าเกินกว่าเหตุ ผู้บริหารจึงต้องดูว่าขั้นตอนทำงานใดมีอุปสรรคและทำให้งานเสียหาย หรือไม่ได้ดีเท่าที่ควร ก็ต้องขจัดให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการปรับรูปแบบการทำงานหรือการปรับปรุงพนักงาน รวมทั้งไม่ลืมว่าการทำงานอย่างรวดเร็ว ต้องมีคุณภาพ โดยไม่ทำงานแบบหละหลวม
    จนผลของงานออกมาไม่ดี การทำงานอย่างรวดเร็วต้องเข้าใจเป้าหมายวิธีการ และระยะเวลาที่จำเป็นต้องทำงานให้เสร็จ Fight = มีกำลังใจ ไม่ย่อท้อ
    กำลังใจที่สำคัญที่สุด คือสู้กับใจของตัวเอง ที่จะทำงานโดยไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขวางหน้าแค่ไหน มีนักธุรกิจไม่น้อยที่แม้ธุรกิจจะล้มเหลวก็ลุกขึ้นมาสู้จนประสบความสำเร็จโดยเฉพาะคนเป็นหัวหน้าต้องไม่ย่อท้อ ลูกน้องจะได้มีกำลังใจที่จะฝ่าฟันทุกอย่างที่ขาวงหน้า เพื่องานจะได้สำเร็จตามตั้งใจ

    Fair = ยุติธรรม
    ถ้าทำงานแล้วได้รับเความเป็นธรรม ไม่ว่าในด้านเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือด้านใดก็ตาม ทุกคนจะทุ่มใจทำงานให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะหัวหน้าที่มีไมตรีจิต เพราะแสดงว่าหัวหน้าหรือองค์กรนั้น ยึดความเป็นธรรมเป็นหลัก ไม่ใช่พวกเป็นหลักFocus = จุดเน้น
    จะทำงานให้มีประสิทธิภาพจะต้องรู้ว่ามีจุดเน้นและจุดร่วมในเรื่องใด ส่วนมากเป็นการเน้นการทำงานตามเป้าหมายขององค์กร เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น เน้นบริการให้ลูกค้าประทับใจ และลูกค้าต้องเป็นใหญ่ หากพนักงานทุกคนเข้าใจตรงกัน งานย่อมจะไปได้ดีตามที่ต้องการ Follow = ติดตาม
    การทำงานจะต้องมีการติดตามงานเป็นระยะ เพื่อดูความก้าวหน้าของงาน แต่ไม่ควรติดตามงานถี่เกินไป เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความเครียดได้ ขณะเดียวกัน ไม่ควรปล่อยปละละเลยโดยไม่ติดตามงาน งานอาจเสียหายได้

    Feedback = การป้อนกลับ
    การป้อนกลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้ว่า การสื่อสารที่ออกไป ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้รับข่าวสารเข้าใจสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เพียงใด อย่างน้อยผู้ส่งข่าวสารจะได้รู้ว่าสิ่งที่ตนอยากให้ปฏิบัตินั้นทำได้มากน้อยเพียงไร และต้องคอยแก้ไขอะไรบ้าง เพื่องานจะได้มีประสิทธิภาพFaith = ศรัทธา
    ศรัทธาต่อความคิดหรือศรัทธาต่อการกระทำ โดยเฉพาะหากศรัทธาหัวหน้าหรือองค์กรจะทำให้ลูกน้องทำงานอย่างเต็มอกเต็มใจ อย่างไรก็ตาม ความเลื่อมใสศรัทธาจะทำงานกันง่ายขึ้น และการสร้างศรัทธาก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความดี ความสามารถ คุณธรรมเป็นหลักFlair = มีศิลปะ มีรสนิยม
    ศิลปะการทำงานเป็นความสามารถเฉพาะตัว เป็นรสนิยมที่ลอกเลียนแบบกันได้ยาก เช่น บางคนรู้จักพูด รู้จักทำ ก็จะมีคนทำงานด้วยอย่างเต็มอกเต็มใจ ขณะที่บางคนมีแบบหรือรสนิยมการทำงานที่ไม่เข้มงวด แต่ผลงานต้องดีเช่นกัน เป็นเรื่องการใช้สติปัญญาในการมองเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ที่อาจเสียหายหรืออาจไม่เสียหาย และหาแบบการทำงานให้ถูกต้องเหมาะสม ศิลปะการทำงานจึงขึ้นอยู่กับความรอบรู้ ใฝ่รู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่พอเพียง และมีการตัดสินใจ
    ที่ถูกต้องเหมาะสมตามสภาวการณ์เพื่องานจะได้ก้าวหน้า

    Flawless = ไม่ผิดพลาด
    งานจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย โดยเฉพาะนายหวังจะให้ลูกน้องทำงานอย่างราบรื่นไม่มีข้อบกพร่องให้รำคาญใจ อย่างไรก็ตาม คนทำงานทุกคน ไม่ว่าระดับใด ต้องทำงานอย่างไม่มีข้อผิดพลาด เพื่อองค์กรจะได้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจFace = เผชิญปัญหา อุปสรรค
    องค์กรใดก็ตามมีคนทำงานแบบมุ่งมั่นตั้งใจ โดยไมหวาดหวั่นต่ออุปสรรค องค์กรนั้นย่อมประสบความสำเร็จสูง เพราะทุกคนกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรค หรือสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไร การกล้าทำเพื่อให้งานได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามเป้าหมาย
    ทั้ง 26 F ที่กล่าวมา เป็นแง่มุมหนึ่งของการทำงานให้ได้ตามที่มุ่งมั่นอย่างดีที่สุด มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด

    ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=iamzeon&date=09-11-2007&group=18&gblog=47

    แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2011 เวลา 16:07 น.
     

    competency คืออะไร ที่นี่มีคำตอบ

    พิมพ์ PDF

    Competency หรือเรียกว่าความสามารถเชิงสมรรถนะ หรือสมรรถนะ หมายถึง คุณลักษณะทั้งในด้านทักษะ ความรู้ และพฤติกรรม ของบุคคล ที่บุคคลแสดงออกในการปฏิบัติงาน ที่ทำให้การปฏิบัติงานนั้นประสบความสำเร็จ

     

    competency นั้นยังสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

     

    1. core competency หรือศักยภาพหลัก ซึ่งเป็นทักษะ ความรู้ ความสามารถ ที่ทุกคนในองค์กรต้องมี

     

    2. leadership competency หรือศักยภาพสำหรับผู้บริหาร

     

    3. functional competency หรือศักยภาพสำหรับแผนกงานหรือหน่วยงาน

     

    แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2011 เวลา 10:41 น.
     

    ทำไมต้องสนใจถึงสมรรถนะ (competency)

    พิมพ์ PDF

    สมรรถนะ (competency) เป็นปัจจัยในการทำงานที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่องค์การ  โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารทรัพยากรมนุษย์  เพราะสมรรถนะเป็นปัจจัยช่วยให้พัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อให้ส่งผลไปสู่การพัฒนาองค์การ
                   องค์การต่าง ๆ จึงพยายามเอาสมรรถนะมาใช้เป็นปัจจัยในการบริหารองค์การในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารทรัพยากรมนุษย์  การพัฒนาหลักสูตร  การพัฒนางานบริการ  หรือการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร  เป็นต้น

    แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2011 เวลา 10:41 น.
     


    หน้า 1 จาก 3